17 มีนาคม 2026

มาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ทำลายเศรษฐกิจทั่วโลก

0
INDONESIA-BALI-CHINA-XI JINPING-BIDEN-MEETING

หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ประกาศ ใช้ “มาตรการภาษีตอบโต้” กับทุกประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าได้เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก แม้จะรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงในการก่อสงครามการค้าขึ้นมาในรอบนี้ของทรัมป์ มุ่งไปที่ประเทศจีนเป็นหลัก แต่แน่นอนว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ย่อมไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ 2 ประเทศมหาอำนาจเท่านั้น แต่จะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศคู่ค้าราว 60 ประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ ขณะที่อีกหลายประเทศก็ย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบไปด้วยเช่นกัน แม้ว่าอาจจะกระทบไม่รุนแรงเท่าประเทศส่งออกที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐก็ตาม

แม้ว่าหลังการเดินหน้าขึ้นภาษีศุลกากรกับจีนและบางประเทศในอัตราที่สูงมาก จนทำให้จีนตอบโต้กลับด้วยอัตราภาษีที่สูงเช่นกัน ได้ทำให้บรรยากาศการค้าโลกผันผวน ทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบมีการประเมินทิศทางในการเจรจา หรือตอบโต้กลับ และหันมาจับมือเป็นพันธมิตรทางการค้าพึ่งพากันเองมากขึ้น ทำให้ ทรัมป์ อยู่ในสถานการณ์ที่กดดันไปด้วยเช่นกัน เพราะสงครามการค้ารอบนี้ แม้แต่ประชาชนสหรัฐก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เนื่องจากสินค้ากว่า 85% ที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้ และจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศนั้น จะมีราคาสูงขึ้นเพราะต้องจ่ายภาษีนำเข้าในระดับ 125% ส่งผลให้ชาวอเมริกันตื่นตระหนกแห่ซื้อกักตุนสินค้าคงคลังเดิม จนคล้ายเหตุจลาจลแย่งชิงอาหาร และมีแนวโน้มที่สินค้าอุปโภคบริโภคจะขาดแคลนได้ในอนาคต ทำให้ทรัมป์ต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ ก่อนที่จะยอมประกาศเลื่อนการใช้อัตราภาษีศุลกากรนำเข้าเพื่อการตอบโต้ไปอีก 90 วัน

ปัจจุบัน สหรัฐ จึงยังคงเรียกเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ (Universal tariff) 10% กับเกือบทุกประเทศทั่วโลก แต่มีการเก็บภาษีเฉพาะรายสินค้า (Specific tariff) เช่น ยานยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม รวมถึงเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariff) สินค้าจีนสูงถึง 125% ซึ่งหากรวม Specific tariff จะเป็น 145%

ผู้เชี่ยวชาญการค้าโลกวิเคราะห์ว่า เป้าหมายในการยืดเวลามีผลบังคับใช้ไปอีก 90 วัน คือ มุ่งการเจรจาโดยหวังจะให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากประเทศจีน อันจะเป็นการโดดเดี่ยวจีน เพื่อที่จีนจะได้ยอมรับการเจรจาในทิศทางที่สหรัฐต้องการ แต่ท่าทีของจีน ชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐมาบีบหรือมาสกัดบทบาทของจีนที่นับวันจะมีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากนโยบายของจีน อย่างโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ที่เชื่อมจีนกับสังคมโลก ได้ช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ และทำให้จีนมีคู่ค้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐเห็นว่าจะเป็นอันตรายกับสหรัฐได้ แต่ความคิดที่จะแยกจีนออกจากประเทศต่างๆ นั้น จะเป็นไปได้อย่างที่หวังได้จริงหรือไม่?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ ไม่เพียงประเทศที่เป็นคู่ค้ากับสหรัฐจะได้รับผลกระทบ แต่ประเทศอื่นๆที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงที่อยู่ในห่วงโซ่สินค้าอุปโภคบริโภคของจีนและสหรัฐ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เป็นผลให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชัดเจนที่สุดถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ก็คือ แม้แต่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้มีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่เพิ่มขึ้น

ที่สำคัญ ในการรายงานอัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับล่าสุดของ IMF เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐ ยังเป็นการคาดการณ์ออกมาเป็น 3 ฉากทัศน์ที่แตกต่างกัน เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ IMF ออกคาดการณ์เศรษฐกิจโลกออกมาเป็นหลายฉากทัศน์เช่นนี้

จึงสะท้อนชัดเจนว่าทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ในครั้งนี้ แม้แต่กระทั่งสหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะภาษีสูงที่ทรัมป์ใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานประเทศคู่ค้าทั้งหลายนั้น สุดท้ายแล้วส่งผลย้อนกลับไปทำร้ายผู้บริโภคอเมริกันเอง แถมยังซ้ำเติมเงินเฟ้อและทำลายความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกด้วย

นอกจากนี้ แนวคิดที่พยายามลดหรือยุติความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของสหรัฐกับจีน โดยเฉพาะในภาคการค้า เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน โดยที่เชื่อว่าหากแยกจากจีนได้มากขึ้น สหรัฐจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อย่างจีนได้ รวมไปถึงการที่บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนาม อินเดีย หรือเม็กซิโก อาจจะไม่ใช่แนวทางที่จะฟื้นอุตสาหกรรมอเมริกาได้อย่างที่หวัง  เพราะการทำลายระบบการค้าโลกไม่ได้ทำให้สหรัฐแข็งแรงขึ้น แต่กลับนำไปสู่การโดดเดี่ยวตัวเองจากเศรษฐกิจโลกมากกว่า เพราะจีนไม่ได้ใช้การแบ่งแยกพันธมิตรของสหรัฐตอบโต้ แถมยังเดินหน้าสานสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการหารือข้อตกลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะข้อตกลงการลงทุนที่ครอบคลุมซึ่งอาจนำไปสู่การค้าเสรีในอนาคต

สิ่งที่น่าคิดก็คือ ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ทำให้สหรัฐโดดเดี่ยวมากขึ้นนั้น หากบรรดาประเทศต่างๆใช้วิธีเกาะกลุ่มกันเพื่อให้มีพลังอำนาจเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือในการต่อรองโดยไม่ยอมถูกสหรัฐเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม โดยอาจจะต่อรองให้สหรัฐ เก็บภาษีนำเข้า 0% ไม่เช่นนั้นจะระงับส่งออกสินค้าไปให้สหรัฐ ซึ่งหากเกิดขึ้นสุดท้ายทรัมป์จะไม่ได้อะไรเลยจากที่เล่นเกมสงครามการค้าที่ใหญ่โตเกินไปในครั้งนี้

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากสงครามการค้าในครั้งนี้ ทาง IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับกลุ่มประเทศ ASEAN-5 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) ในประมาณการอ้างอิงว่าจะเติบโต 4.0% ในปี 2568 ลดลงจากคาดการณ์เดิมเดือนม.ค. ซึ่งให้ไว้ที่ 4.6% และสำหรับในปี 2569 จะเติบโตได้ 3.9% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.5% เนื่องจากกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่คาดว่าได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐ เนื่องจากมีการเชื่อมโยงทางการค้ากับประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างจีนและสหรัฐ

ส่วนเฉพาะประเทศไทย พบว่า IMF คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 ไว้ที่ 1.8% เท่านั้น ซึ่งลดลงมากจากคาดการณ์เดิมในเดือนม.ค. ที่ IMF เคยคาดไว้ 2.9% และยังเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ IMF ปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงต่ำกว่าระดับ 2% และแย่กว่านั้นก็คือการคาดว่าในปี 2569 การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะลดลงอีก เหลือเพียงแค่ 1.6% เท่านั้น

ประเมินผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐในครั้งนี้ ไทยจะโดนเก็บภาษีนำเข้าต่ำสุด 10% และสูงสุด 36% ซึ่งประเทศเล็กอย่างไทย หากเจรจาเพียงลำพังโอกาสที่จะต่อรองให้ได้เงื่อนไขที่ดีนั้นไม่ง่าย ซ้ำยังมีโอกาสที่จะถูกบีบให้ต้องเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันมากขึ้น ดังนั้น การเจรจาเพียงลำพังที่เร็วเกินไปจึงไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม แต่ไทยควรจับมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน พยายามเจรจาต่อรองด้วยพลังของกลุ่ม โดยต้องไม่ลืมว่าสหรัฐเองก็กำลังเกิดปัญหาภายในกดดันจากผลกระทบของมาตรการนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากประเทศต่างๆไม่ยอมให้โลกการค้าย้อนกลับไปสู่ “ยุคของการกีดกันทางการค้า” หรือ Protectionism เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะหากเปลี่ยนเป็นยุค “อำนาจนิยม” ใครมีอำนาจกำหนดกติกา โดยไม่คำนึงถึงการละเมิดการค้าของประเทศต่างๆ

ถ้าทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบ มีจุดยืนร่วมกันได้จริง สหรัฐย่อมมีโอกาสที่จะพังไปเองได้เช่นกันจากการก่อสงครามการค้าในครั้งนี้!

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *