ยึดทรัพย์ ‘ทักษิณ’ จะยึดซ้ำยึดซ้อนกันไปถึงไหน

0
ทักษิณไหว้คนไทย

การพยาบาทจองเวรทักษิณ และกระเหี้ยนกระหือรือจะให้ยึดทรัพย์ทักษิณ 17,000 ล้าน เป็นค่าภาษี ถ้ายึดไม่ได้ก็จะให้ฟ้องล้มละลายนั้น

ท่านทราบหรือไม่ว่ามีการยึดอายัดทรัพย์สินทักษินอย่างไรบ้าง

จะขอบอกให้เอาบุญ

เมื่อมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะ คมช. มีคำสั่งให้ยึดอายัดทรัพย์สินของทักษิณไว้เป็นการชั่วคราว จำนวนรวม 76,000 ล้านบาท แล้วส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ร้องต่อศาลขอให้ทรัพย์ที่ยึดไว้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยอ้างว่า เป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และปกปิดทรัพย์สินนั้น

ในที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาว่า ทรัพย์สินดั้งเดิมที่ทักษิณมีอยู่ก่อนดำรงตำแหน่งหรือที่ได้มาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จำนวน 30,000 ล้านบาท จะยึดไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบ จึงพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 46,000 ล้านบาท

และถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่ากระทรวงการคลังได้คืนทรัพย์สินจำนวน 30,000 ล้านบาท ที่ไม่ตกเป็นของแผ่นดินของทักษิณแล้วหรือไม่ ใครเกี่ยวข้องก็ต้องไปดูกันเอาเอง

ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ศาลพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น คือทรัพย์สินจากการขายหุ้น AIS ที่ แอมเพิล ริช ขายให้แก่ เทมาเส็ก ประกอบด้วยเงิน 2 ส่วน คือ

(1) ราคาทุนหุ้น AIS ที่ แอมเพิล ริช ซื้อจากครอบครัวทักษิณ

(2) ส่วนต่างหรือกำไรในการขายหุ้น ได้แก่ ราคาขายหักด้วยราคาทุนซึ่งถือว่าเป็นกำไรจากการขายหุ้น และถ้ามีค่าภาษีบุคคลธรรมดา 30% จากการขายหุ้นนี้ ค่าภาษีนั้นก็จะรวมอยู่ในส่วนที่เป็นกำไรนี้ ซึ่งมีการประเมินค่าภาษีเป็นเงิน 17,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการอำพรางปกปิด จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษี

ดังนั้น ถ้าหากจะต้องเสียภาษี 17,000 ล้านบาท ค่าภาษี 17,000 ล้านบาทนั้น ก็รวมอยู่ในมูลค่าทรัพย์สิน คือส่วนกำไรจากการขายหุ้น 46,000 ล้านบาทแล้ว และได้ยึดเอาไปแล้ว จะยึดซ้ำยึดซ้อนกันไปถึงไหน

ขอทำความเข้าใจการยกเว้นภาษีในการขายหุ้นในตลาดหุ้นว่า กฎหมายของตลาดหุ้นนั้น ให้ยกเว้นภาษี“สำหรับการขายหุ้นในตลาดหุ้น”

คือยกเว้นสำหรับรายการขายหุ้นที่ขายในตลาดหุ้น โดยไม่จำกัดว่าผู้ขายเป็นใคร จะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว จะเป็นผู้ขายในฐานะตัวแทนนายหน้า หรือโบรกเกอร์ หรือจะขายโดยปกปิดหรือเปิดเผยชื่อผู้ขาย ก็ไม่สำคัญ

กฎหมายบัญญัติยกเว้นภาษีให้แก่รายการขายในตลาดหลักทรัพย์ คือถือเอารายการขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทราบว่าได้ต่อสู้ในคดีประเด็นนี้ว่าอย่างไร จึงต้องเรียกภาษี

ด้วยความเคารพต่อคำตัดสินของศาล ผมยังเห็นว่าการขายหุ้นรายนี้ ต่อให้ปกปิดอำพรางผู้ขายตัวจริง ก็ยังคงได้รับยกเว้นภาษีอยู่นั่นเอง

เมื่อกระทรวงการคลังได้ยึดเอาค่าภาษีอากร ในเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แม้จะอ้างเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ก็เป็นเงินค่าภาษีที่ได้ยึดไปแล้วนั่นเอง

จะยึดซ้ำยึดซ้อนต่อไปอีกหรือ

ไพศาล พืชมงคล

#BangkokToday #bangkoktodayonline #สำนักข่าวบางกอกทูเดย์ออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวที่คุณอาจพลาด