สู้ตามกติกาประชาธิปไตย
เป็นเรื่องดีที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ออกมาบอกว่ายอมรับที่แพ้ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ แต่ก็ยังจะสู้ต่อ โดยให้เหตุผลว่า เพราะการยอมรับไม่ใช่การยอมแพ้
เป็นลูกผู้ชายก็ต้องแบบนี้ แพ้ก็คือแพ้ ไม่ใช่หน้าด้านทำตัวเป็นอีแอบ หลบอยู่เบื้องหลังด้วยใจที่เคียดแค้นชิงชังเจ็บปวดกับความพ่ายแพ้และไม่ยอมรับ
ปัญหาก็คือ หลังจากนี้เห็นชัดเจนว่า การแทรกแซง การใช้นิติสงคราม การใช้ไสยศาสตร์ต่างๆ รวมไปกระทั่งถึงการใช้กล้วย จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและดุเดือด
โอกาสที่พิธาจะชนะในกติกาตามใจแป๊ะที่เขียนโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ และพวก ไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะเรียกว่าเป็นเรื่องโคตรยากเลยก็ว่าได้
เพราะหมากกลต่างๆในรัฐธรรมนูญฉบับตามใจแป๊ะได้ถูกออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจคสช.อย่างชัดเจนเห็นๆกันอยู่
ส.ส.ทุกพรรคการเมืองก็รู้กันเป็นอย่างดี ว่าความอัปลักษณ์พิกลพิการของกติกาเป็นอย่างไร
เคยโวยวายกันมาแล้วทั้งนั้น แต่พอหลังเลือกตั้ง เสียงเคาะกะลา อ้อ ไม่ใช่เสียงเคาะระฆัง เรียกไปจัดตั้งรัฐบาล ก็ทำให้เสียงโวยวายทั้งหลายหายไป แล้วก็ปล่อยให้การสืบทอดอำนาจดำรงอยู่ได้นานอย่างสบายใจเฉิบ
ฉะนั้น บางกอกทูเดย์ วิเคราะห์ว่า หากยังสู้ในสนามนี้ บอกได้เลยว่า ก้าวไกล และ พิธายากที่จะเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่าในครั้งนี้จะมีเสียงประชาชนสนับสนุนมากถึง 14 ล้านเสียง 151 เก้าอี้ก็ตาม
เพราะฉะนั้นหากจะสู้ต่อก็ต้องใช้ ยุทธวิธี ตามกติกาที่มีอยู่
นั่นก็คือ 8 พรรคการเมืองจะต้องจับกันให้แน่น จะต้องไม่มีการตระบัดสัตย์ จะต้องไม่มีการแทงกันข้างหลัง จะต้องไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนส่วนพรรคใดๆทั้งสิ้น
ยืนยันเป็นฝ่ายค้าน 8 พรรค 311 เสียง
ปล่อยให้ขั้วอำนาจเดิมจัดตั้งรัฐบาลไป เพราะ 188 เสียง หากบวกอีกแค่ 190 เสียงจากส.ว. กลุ่มนี้ก็สามารถได้ตำแหน่งนายกฯและจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้แล้ว
จะได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นชัดกันไปเลยว่า ตัณหาการเมือง ตัณหาในอำนาจของขั้วรัฐบาลเก่ายังมีจริงหรือไม่
ที่บอกว่าวางมือการเมือง บอกว่าแตกกัน บอกว่าเลิกคบกันแล้ว ที่บอกว่าเคยถูกหยามเกียรติ ถูกไล่ออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วย ไล่ออกจากพรรคการเมือง จะยังมาจับมือจับขั้วกันได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ
จะเป็นตาอยู่ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็เอาไปเลย เพราะกติกาปัจจุบันมันเป็นแบบนี้ สามารถเป็นนายกฯได้แม้จะมีเสียงส.ส.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่พอไปบวกกับเสียง ส.ว.แต่งตั้งก็เป็นได้
ก็ให้เป็นไปสิ ในยุคที่ หิริ โอตัปปะ กลายเป็นเครื่องหมายคำถาม
แต่เมื่อเป็นแล้วก็อยู่ให้ได้แล้วกัน ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อย
ส่วนฝ่ายค้าน 8 พรรค ก็ไม่ต้องทำอะไรรอจังหวะเวลา เพราะเดือนพฤษภาคมปีหน้า กติกาเลือกนายกฯก็จะเปลี่ยนไป เพราะไม่มี ส.ว.แต่งตั้งจากอำนาจคสช.แล้ว
ถึงวันนั้น ถ้าฝ่ายค้านแข็งแรงก็คว่ำกฎหมาย ไม่ให้ความไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินกันอีกครั้ง
ถ้าเป็นแบบนี้ คิดหรือว่าประชาชนจะไม่ทำให้ขั้วอำนาจเก่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยสูญพันธุ์
คิดหรือว่าประชาชนจะไม่เลือก 8 พรรคร่วมฝ่ายค้านกันอย่างถล่มทลาย
เพราะตอนนี้ประชาชนรู้แล้วว่า หากยังเป็นรัฐธรรมนูญปี 60 เสียงของพรรคการเมืองขั้วประชาธิปไตยจะต้องได้อย่างน้อย 376 เสียงขึ้นไปเท่านั้น
แล้วดูสิว่า ถ้าเป็นไปตามกติกาเช่นนี้แล้ว ฝ่ายสืบทอดอำนาจจะงัดเล่ห์กลอะไรมาเล่นอีก
ขอเพียงแค่พรรคร่วม 8 พรรคจะต้องจับกันให้แน่นๆเท่านั้น
แต่ถ้ามีการหักหลังกันเมื่อใดยุทธวิธีนี้ก็จะไม่ได้ผล
ประชาชนก็คงได้แต่ต้องรอไปอีก 4 ปี
เป็นการรอเพื่อสำเร็จโทษพรรคการเมืองที่หักหลัง พรรคการเมืองที่คิดว่ายังไงขอไปเป็นรัฐบาลก่อน จะสร้างผลงานให้ประชาชนลืมการตระบัดสัตย์ที่เกิดขึ้นได้
บางกอกทูเดย์ บอกได้เลยว่าเสี่ยงสูงมาก เพราะวันนี้คนที่เข้ามาเป็น new voter คนที่จะเป็นผู้ออกเสียงในอนาคต ได้เปลี่ยนวิธีคิดไปเยอะแยะแล้ว
ประเภทที่มั่นใจ มั่นหน้า ว่ามีเงินซื้อเสียง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็คงเห็นกันแล้วว่าเป็นอย่างไร
ต่อให้เป็นบ้านใหญ่แค่ไหน ถ้าทรยศประชาชนโอกาสที่จะสูญพันธุ์ทางการเมืองก็มีความเป็นไปได้สูง
เลือกตั้งครั้งหน้าคอยดูกันสิว่า พรรคการเมือง 2 พรรค ที่คิดว่าอยู่มานาน ที่คิดว่าเป็นสถาบัน จะหลงเหลือที่นั่งแค่ไหน
ส่วนพรรคการเมืองเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมารองรับอำนาจกลุ่ม 3 ป. ก็รอดูกันไปว่าประชาชนจะพิพากษาอย่างไร
กรศิริ
