‘สืบทอดอำนาจเผด็จการ’ ยิ้มสะใจ ‘เพื่อไทย’เหนื่อย

0
859_ชลน่าน

สถานการณ์การเมืองตอนนี้ “บางกอกทูเดย์” ไปที่ไหนก็มักจะถูกถาม ถูกให้ตั้งข้อสังเกต เพราะการเมืองพลิกกลับไปกลับมาอุตลุดไปหมด

แถมพลิกกลับโดยไม่สนใจว่า “ผลการเลือกตั้ง” หรือ “การออกเสียงของประชาชน” เป็นเช่นไร

จากที่เคยพูดว่า 27 ล้านเสียงฝั่งประชาธิปไตย ตอนนี้ดูเหมือนถูกโดดเดี่ยว จนเหลือเพียงแค่ 14 ล้านเสียงเท่านั้น

แถมมีคนตกคณิตศาสตร์ หรือมึนสายเขียวก็ไม่รู้ บอกว่า “14 ล้านเสียงถือเป็นคนไทยไม่ถึง 20% ไม่นับเป็นเสียงข้างมาก” ทั้งๆที่ตามทะเบียนราษฎร์อย่างเป็นทางการ คนไทยมี 67 ล้านคน หรือต่อให้ทะเบียนราษฎร์บกพร่อง ไม่สะท้อนความจริง คือมีคนไทยรวมแล้วราวๆ 70 ล้านคน ยังไง 20% ก็คือ 14 ล้านคนอยู่ดี

และที่สำคัญ ถ้าเอาตามจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งสิ้น 52.2 ล้านคน การที่ก้าวไกลได้ 14 ล้านเสียง ก็คือมากกว่า 27% หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งแล้ว

แต่แน่นอนเมื่อจะตะแบง หรือจะหาข้ออ้างในการแถไปเรื่อย อะไรก็พูดได้ทั้งนั้น เพราะลิ้นไม่มีกระดูก

และการตระบัดสัตย์ถือเป็นความเคยชินของนักการเมืองบางกลุ่มบางประเภท

ดังนั้น ตราบใดที่การตระบัดสัตย์ ตราบใดที่การไม่ยึดโยงกับมติของประชาชน ยังคงเป็นสรณะของกลุ่มนักการเมืองน้ำเน่าในประเทศนี้ การคาดการณ์เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

ยิ่งถ้ามี “ดีลลับ” มีข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้า ภายใต้ประโยคออกตัวว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” ยิ่งทำให้การคาดการณ์ต่างๆ อาจไม่เป็นอย่างที่ฝั่งประชาธิปไตยมุ่งหวัง

บางกอกทูเดย์ ประเมินสถานการณ์ ในขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกกรณี เพราะโดนรุมขย้ำทั้งจากฝั่งสืบทอดอำนาจอนุรักษ์นิยม และแม้แต่กระทั่งฝั่งการเมืองที่อ้างความเป็นประชาธิปไตยแต่กระหายในอำนาจและผลประโยชน์การเมืองจากการได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ตอนนี้พรรคก้าวไกลเหลือเพียงแค่พรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีอุดมการณ์ ที่มีจุดยืนซึ่งยึดมั่นในประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ออกมาพูดชัดเจนว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ยืนตามมติของประชาชน ถ้าก้าวไกลต้องไปเป็นฝ่ายค้านก็จะไปเป็นฝ่ายค้านด้วย ไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่พลิกขั้วการเมืองอย่างแน่นอน”

แต่แน่นอนว่า “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” ที่ให้พรรคก้าวไกลถอยกลับไปพิงอยู่ในขณะนี้ ก็คือ “ประชาชน”

ปัญหาก็คือในยุคที่สังคมไทยแบ่งแยกแตกขั้วกันอย่างหนัก ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการสืบทอดอำนาจพอใจเป็นอย่างยิ่งมาตลอดทศวรรษ ที่ประชาชนขัดแย้งกันเอง

เพราะหมายถึงการอยู่อย่างปรีเปรมเกษมสุขของกลุ่มผู้ยึดกุมอำนาจไว้ในมือ

14 ตุลาคม 16 และ 6 ตุลาคม 19 รวมทั้งพฤษภาทมิฬปี 35 ประชาชนคนไทยไม่ได้แบ่งแยกแตกขั้วอย่างเช่นทุกวันนี้

ทั้ง จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพลเอกสุจินดา จึงไม่อาจฝืนพลังการรวมตัวของประชาชน นิสิต นักศึกษา

ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด

แต่ในวันนี้ “แนวทางแบ่งแยกแล้วปกครอง” ถูกนำมาใช้อย่างชัดเจนที่สุด

เพราะสิ่งที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ้างในการทำรัฐประหาร ว่าจะเข้ามาสร้างความปรองดอง ก็ได้เห็นชัดแล้วว่า 9 ปีที่ครองอำนาจ ไม่เคยมีความพยายามที่จะสร้างความปรองดองเลยแม้แต่น้อยนิด

จนวันนี้ก็ยังคงเป็นสภาพเดิมไม่ผิดเพี้ยน

จากภาพที่ สีเขียวสีเหลือง ปะทะกับ สีแดงและสีส้ม แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่า สีเขียวสีเหลืองเดินเกมจนได้สีแดงเข้ามาเป็นพวกแล้วก็จับมือกันถล่มไม่ให้สีส้มได้ผุดได้เกิดทางการเมือง

ผู้ใหญ่ในบางกอกทูเดย์ ตั้งคำถามไปยังสีแดงว่า แน่ใจหรือว่า สีเขียวสีเหลืองจะกลับกลายมาเป็นมิตรแท้ทางการเมือง?

ไม่ใช่ “มิตรจอมปลอมที่ซ่อนมีดไว้ข้างหลัง” รอวันที่สีส้มพังแล้วจ้วงแทงหลังสีแดงอีกที

วันนี้จริงๆแล้ว ฝั่งประชาธิปไตยยังไม่ได้เกลียดชังเพื่อไทย แต่มองด้วยความสมเพช ว่าถูกหลอกซ้ำซากแล้วยังไม่เคยจดจำ

ก่อนเกิดปรากฏการณ์ส้มทั้งแผ่นดิน พรรคเพื่อไทยจำไม่ได้เลยหรือว่าถูกกระหน่ำเล่นงานมาหนักหนาสาหัสสักเพียงใด

ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าสารพัดคดีที่โหมใส่ เป็นคดีการเมือง เป็นเจตนาทำลายล้าง

การถอยกลับมาจูบปากกับนักการเมืองพรรคการเมืองที่รุมด่าเพื่อไทยมาตลอดกว่า 10 ปี เป็นสิ่งที่พึงกระทำจริงๆหรือ?

วันนี้เพื่อไทยอาจได้เป็นรัฐบาล แต่เพื่อไทยก็จะสูญเสียฐานมวลชน สูญเสียแรงสนับสนุนจากประชาชน

คำถามสำคัญคือ เพื่อไทยพร้อมที่จะเล่นเกมที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแพงมหาศาลเช่นนี้หรือไม่?

เพื่อไทยจะยอมตกเป็นเหยื่อเกมการเมืองของฝั่งอนุรักษ์นิยมที่ต้องการยึดกุมอำนาจการเมืองไว้ต่อไปหรือไม่?

และอีกประการที่เพื่อไทยจะต้องตระหนักและใช้เป็นข้อมูลเพื่อการเดินต่อไปข้างหน้าบนถนนการเมือง นั่นก็คือ จากนี้ไปคนวัยไหน รุ่นไหน กลุ่มไหน คือ “กลุ่มหลัก” ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ใช่กลุ่มที่อนุรักษ์นิยมไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงจริงหรือ

ยาอายุวัฒนะ หรือมณีแดง จะช่วยรักษาฐานเสียงให้กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือแม้กระทั่งเพื่อไทยให้อยู่ยั้งยืนยงได้จริงหรือ

บางกอกทูเดย์ ห่วงว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ายังเดินตามเกมอนุรักษ์นิยมแบบนี้ เพื่อไทยอาจจะไม่ได้กลับบ้านอย่างยิ่งใหญ่เช่นที่เคยเป็นตลอด 22 ปีที่ผ่านมา

แต่อาจจะกลายเป็น “กลับบ้านเก่า” ชนิดกู่ไม่กลับ

เหมือนกับพรรคการเมืองอีกหลายๆพรรคที่ย่ามใจ ว่าสะสมอำนาจ สะสมกระสุนดินดำต่างๆไว้มากมาย โดยไม่สำเหนียกถึงความจริงว่า “การเล่นเกมตระบัดสัตย์ หักหลังประชาชน” แบบนี้

คำตอบคือ “สูญพันธุ์ สูญพรรค” อย่างแน่นอน

ไม่เชื่อบันทึกเก็บไว้ได้เลย ไม่นานเกินจะเห็นแน่ๆ แค่เลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะชัดเจนมากขึ้นแล้ว

กรศิริ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *