ครบรอบ 75 ปีแห่งการปลดปล่อยทิเบตอย่างสันติ กับการพัฒนาที่ยั่งยืน

0
ทิเบต (3)

วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1951 หรือเมื่อ 75 ปีที่แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งของการเริ่มต้นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ เมื่อได้มีการลงนาม “ข้อตกลง 17 ข้อ” ว่าด้วยมาตรการเพื่อการปลดปล่อยทิเบตอย่างสันติ ซึ่งรัฐบาลจีนมองว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของการนำทิเบตกลับเข้าสู่กระบวนการพัฒนาของประเทศ และเป็นการยุติสังคมศักดินาแบบเก่าที่ดำรงอยู่บนที่ราบสูงมานานหลายศตวรรษ

โดยตลอดระยะเวลากว่า 75 ปีที่ผ่านมา จีนพยายามผลักดันการพัฒนาในทิเบตทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “ความทันสมัยแบบจีน” (Chinese Modernization) ซึ่งเน้นการพัฒนาที่ผสมผสานระหว่างความเจริญทางวัตถุ ความมั่นคงของรัฐ และการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น

ก่อนปี 1951 รัฐบาลจีนมองว่า ทิเบตยังอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมศักดินาและระบบชนชั้นที่ประชาชนจำนวนมากขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา ด้วยเหตุนี้เองเมื่อมีการลงนามข้อตกลง 17 ข้อ รัฐบาลจีนจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยอย่างสันติ ซึ่งถือว่าเป็นการคืนสิทธิพื้นฐานให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการยกเลิกระบบแรงงานผูกพัน การขยายการศึกษา และการเข้าถึงบริการสาธารณะสมัยใหม่

โดยจะพบว่าหลังการปฏิรูปในช่วงทศวรรษ 1950–1960 รัฐบาลจีนเริ่มสร้างระบบโรงเรียน โรงพยาบาล และการบริหารสมัยใหม่ในพื้นที่ห่างไกลของทิเบต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศมากขึ้น

หนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญของความทันสมัยแบบจีน หรือ “Chinese Modernization” คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยที่มีโครงการสำคัญอย่าง ทางรถไฟสายชิงไห่–ทิเบต (Qinghai–Tibet Railway) ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟบนที่ราบสูงที่สูงและยาวที่สุดในโลก ระยะทางรวม 1,956 กิโลเมตร จุดสูงสุดของเส้นทาง สูงถึง 5,072 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่บริเวณสถานีถังกู่ลา-ซาน (Tanggula Pass) ต้องใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 21 – 26 ชั่วโมงตลอดเส้นทาง เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 โดยเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองซีหนิง มณฑลชิงไห่ กับกรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดความสำเร็จทางวิศวกรรม ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถด้านวิศวกรรมของจีน โดยเชื่อมทิเบตเข้ากับเครือข่ายคมนาคมระดับชาติ ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง กระตุ้นการค้า การท่องเที่ยว และการเข้าถึงบริการสาธารณะ

อีกทั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนยังคงมีการเร่งพัฒนาเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ถนน สนามบิน และระบบโลจิสติกส์บนที่ราบสูง รวมถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น เครือข่าย 5G ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งการศึกษาออนไลน์ การแพทย์ทางไกล และเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกลด้วย

ความทันสมัยแบบจีนอีกประการของทิเบต คือ ความสำเร็จด้าน “การขจัดความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จ” ของจีน โดยรัฐบาลกลางได้อัดฉีดงบประมาณจำนวนมากเพื่อยกระดับรายได้ประชาชน สร้างที่อยู่อาศัยใหม่ และพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่น เช่น พลังงานสะอาด การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเกษตรกรรมบนที่สูง

อีกจุดเด่นของความทันสมัยแบบจีน คือการผสมผสานการอนุรักษ์วัฒนธรรมโดยยังคงอัตลักษณ์ทิเบตไว้ได้ แม้ว่าการพัฒนาจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่เพราะจีนให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ว่าการพัฒนาในทิเบตไม่ได้หมายถึงการรื้อ หรือการลบเลือนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งหลักฐานสำคัญที่เด่นชัด คือการบูรณะโบราณสถาน พระราชวังโปตาลา (Potala Palace) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และศาสนาของทิเบต และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO นอกจากนี้ ภาษาทิเบตยังคงถูกใช้ในสถานศึกษา สื่อท้องถิ่น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมจำนวนมาก โดยรัฐบาลจีนมองว่านี่คือแนวทางของ “การพัฒนาที่รักษาความหลากหลายทางชาติพันธุ์”

อีกหนึ่งมิติที่จีนให้ความสำคัญมากขึ้นคือสิ่งแวดล้อม เนื่องจากที่ราบสูงชิงไห่–ทิเบต เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสำคัญของเอเชียหลายสาย เช่น แม่น้ำแยงซี แม่น้ำเหลือง และแม่น้ำโขง จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางน้ำของประชากรหลายพันล้านคน ด้วยเหตุนี้ จีนจึงผลักดันแนวคิด “กำแพงนิเวศวิทยา” หรือ “Ecological Barrier” อย่างจริงจัง ผ่านมาตรการหลักๆ อาทิ การจำกัดการทำเหมืองในบางพื้นที่ การฟื้นฟูทุ่งหญ้าและป่าไม้ และความทันสมัยที่สำคัญคือ การลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ

ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนที่ราบสูง ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของจีนในการเชื่อมโยง “ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม” เข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติ และส่งผลให้ทิเบตได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทในการเป็น “กำแพงนิเวศวิทยา” ของเอเชียในปัจจุบัน

ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับทิเบต คือการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม พุทธศาสนา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจากไทยกับทิเบตไม่ได้เชื่อมกันด้วยภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง แต่เชื่อมกันผ่าน “อารยธรรมทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนา” โดยทั้งสองฝ่ายมีรากจากพระพุทธศาสนา มีความเคารพต่อพระสงฆ์ มีวัฒนธรรมแห่งเมตตาและสันติ มีความอ่อนโยน ซึ่งนำไปสู่การเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเชิงนิเวศ โดยพบว่าคนไทยจำนวนมากสนใจวัฒนธรรมทิเบต มองว่าทิเบตมีภาพลักษณ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ การเป็นหลังคาโลก มีวัฒนธรรมพุทธโบราณ และมีธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่นำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กับเส้นทางพุทธศาสนา

กล่าวโดยสรุป ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา ทิเบตได้กลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของจีนต่อ “ความทันสมัยแบบจีน” อย่างชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง จากการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของรัฐ การยกระดับคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ดังนั้นการปลดปล่อยทิเบตอย่างสันติจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากดินแดนที่ห่างไกลและยากจน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่สอดรับกับนโยบาย “ความทันสมัยแบบจีน”นั่นเอง

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online

#BangkokToday #bangkoktodayonline #สำนักข่าวบางกอกทูเดย์ออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวที่คุณอาจพลาด